SkyView Resort Phuket Patong Beach

ช่วงนี้งานเหนื่อยมากค่ะ ถึงเวลาที่เราจะหนีเที่ยวไปพักผ่อนคนเดียวสักที ทริปนี้เราเลยปักหมุดทริปที่จังหวัดภูเก็ต เป็นการกลับมาภูเก็ตในรอบครึ่งปีของเราเลยด้วย

SkyView Resort Phuket Patong Beach

ทริปนี้เราปักหมุดที่พัก SkyView Resort Phuket Patong Beach และตลอดเวลา 3 วัน 2 คืนเราจะพักที่นี่เลยค่ะ สำหรับที่พักแห่งนี้อยู่ในโซนป่าตองค่ะ ซึ่งถือเป็นโซนที่มีทุกสิ่งทุกอย่างครบมากสำหรับนักท่องเที่ยว

เมื่อมาถึงก็เช็คอินเข้าห้องพักกันค่ะ พี่ๆโรงแรมน่ารักมาก ช่วยจัดการเช็คอินให้เราอย่างรวดเร็ว

ทริปนี้เราพักห้อง 1-Bedroom Pool View Suite เป็นห้องที่อยู่ชั้น 5 ค่ะ

เปิดประตูเข้ามาคือตกใจมากกกก ห้องใหญ่มากกกก ไม่คิดว่าจะใหญ่ขนาดนี้ 5555 บางคนมองค้อนแล้วว่าทริปเที่ยวคนเดียวอยู่ห้องใหญ่ทำไม ต้องบอกก่อนว่า ทริปไหนที่เรารู้สึกว่าเป็นทริปพักผ่อน เราอยากจะพักห้องแบบดีๆ ห้องแบบกว้าง ให้มันเหมาะกับความรู้สึกของเราในทริปนั้น

มาดูภายในห้องของเรากันดีกว่าค่ะ ห้องที่เราพักมีพื้นที่กว้างถึง 54 ตารางเมตร เราเลยขอแบ่งห้องนี้ออกเป็น 3 โซนด้วยกันคือ ห้องนั่งเล่น ห้องนอน และ ห้องน้ำ

มาดูโซนห้องนั่งเล่นกันค่ะ เพราะเมื่อเราเปิดประตูมาแล้วเราก็จะได้เจอกับส่วนนี้ก่อนเลย โซนนี้จะมีชุดโซฟา พร้อมด้วยทีวี มินิบาร์ ตู้เสื้อผ้าที่เราสามารถเปิดได้ทั้งฝั่งห้องนั่งเล่นและจากฝั่งห้องน้ำด้วย และโซนนี้ยังเชื่อมต่อกับระเบียงห้องด้วยค่ะ

โซนต่อมาคือโซนห้องนอนค่ะ ห้องนอนก็คือกว้างมาก นอกจากเตียงนอนขนาดคิงไซค์แล้ว ก็ยังมีมุมโต๊ะทำงาน และ โซฟาเบดอีกตัวอยู่ในห้องนอนด้วยค่ะ

สุดท้ายโซนที่เรามองว่าอลังการที่สุดคือ โซนห้องน้ำ เป็นโซนที่กว้างมากกกก ภายในห้องน้ำจะแบ่งโซนเปียกและแห้งกันอย่างชัดเจน และในห้องน้ำยังมีอ่างด้วยนะ สายชอบแช่อ่างต้องรักห้องนี้แน่

นอกจากพื้นที่ภายในห้องจะใหญ่มากกก สิ่งอำนวยความภายในห้องก็ครบมาก ไม่พอทางโรงแรมยังเตรียม welcome drink และ ช็อกโกแลต ไว้ให้เราในห้องด้วยนะคะ น่ารักมากกก

POOL

สระส่วนกลางของโรงแรมจะอยู่ชั้นเดียวกับล็อบบี้ สระว่ายน้ำของที่นี่ออกแบบสไตล์ลากูนขนาดใหญ่ และใครมาพักที่นี่ในวันที่อากาศดีๆแดดสวยๆ เราแนะนำให้มาเล่นน้ำหรือจิบเครื่องดื่มกันที่ SPLASH Pool Bar

สระส่วนกลางจะเปิดตั้งแต่ 7.00-20.00 น. เราสามารถใช้เวลาพักผ่อนในสระว่ายน้ำแห่งนี้ได้ เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ชิลมากในโรงแรมแห่งนี้

The Dining Room

The Dining Room คือห้องอาหารซิกเนเจอร์ของ SKYVIEW เปิดให้บริการทุกวันทั้งมื้อเช้า มื้อกลางวัน รวมถึงมื้อเย็น

ห้องอาหารที่นี่มีเสิร์ฟทั้งเมนูอาหารไทยชั้นเยี่ยม อาหารนานาชาติและอาหารมังสวิรัติที่ดีต่อสุขภาพ โดยแต่ละเมนูถูกรังสรรค์มาจากประสบการณ์และความคิดสร้างสรรค์ของหัวหน้าเชฟ ทำให้ The Dining Room เป็นอีกห้องอาหารที่อาหารอร่อยมาก

ใครมาพักที่นี่ไม่ได้ออกไปไหน เราแนะนำให้มาทานอาหารค่ำที่ห้องอาหาร The Dining Room เราแนะนำว่าบรรยากาศตอนค่ำกับการทานอาหารอร่อยริมสระน้ำภายในโรงแรมแห่งนี้ เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ดีมากเลยค่ะ

MOJJO ROOFTOP BAR

ใครมาพักที่นี่ กลางคืนไม่ได้ออกไปไหนแบบเรา เราแนะนำให้ขึ้นมาบนรูฟท็อปของโรงแรมกัน เพราะว่าที่นี่บาร์บรรยากาศสุดชิลรอเราอยู่

บาร์แห่งนี้เหมาะแก่การดื่มด่ำกับค่ำคืนอันสวยงามของเราในภูเก็ต และวันที่อากาศดีๆที่นี่ก็สามารถนั่งดูวิวอาทิตย์ตกได้ด้วยนะ นอกจากบรรยากาศที่นี่จะชิลมากแล้ว ที่นี่ก็มีเครื่องดื่มสไตล์คิวบารสชาติดีจากการสร้างสรรค์ของมิกโซโลจิสต์ที่มากประสบการณ์

นอกจากการตกแต่งร้านและแนวเพลงที่มีกลิ่นอายจากฝั่งละตินแล้ว แน่นอนว่าอาหารที่ MOJJO Rooftop Bar ก็ถูกสร้างสรรค์มาในสไตล์ละตินด้วยเช่นกัน รวมทั้งยังมีอาหารฟิวชันสไตล์อเมริกันใต้อีกหลากหลายเมนูด้วยนะ

หรือว่าใครที่ยังไม่อยากขึ้นมาบนบาร์ เราแนะนำอีกทางเลือกสำหรับคนชอบอยู่ในห้องแบบเรา คือการสั่ง room service

Breakfast

อาหารเช้าของที่นี่จะเริ่มเสิร์ฟตั้งแต่ 7.00-10.30 น. โดยจะเป็นแบบกึ่ง Buffet และ A la carte โดยเราสามารถเลือกทานอาหารได้แบบไม่อั้นเลยค่ะ และมีเมนูหลากหลายให้เราเลือกด้วย

ส่วนรสชาติและวัสดุดิบก็ไม่ต้องห่วงเพราะว่าอร่อยมากกกและแต่ละเมนูคุณภาพจริงๆค่ะ

สุดท้ายใครกำลังจะหนีเที่ยวภูเก็ต ยังไม่รู้ว่าจะพักที่ไหนดี เราแนะนำที่นี่เลยค่ะ SkyView Resort Phuket Patong Beach

SkyView Resort Phuket Patong Beach

ที่อยู่ : 9, 19 ถนน พิศิษฐ์กรณีย์ ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ ภูเก็ต 83150

Tel :  076 202 777

FB : https://www.facebook.com/skyviewpatong/

Web : https://skyviewhotel.com/phuket/th/

HOLIDAY INN EXPRESS PATTAYA CENTRAL

พัทยา จุดหมายปลายทางที่เดินทางสะดวก ไปกี่ครั้งก็ยังไม่เบื่อ

ทริปนี้เรามีเวลา 2 วัน 1 คืน เราเลือกพัทยาเป็นปลายทาง และเมื่อเวลาที่มีไม่มาก เราจึงขอเลือกเอาตัวเองไปอยู่ใจกลางเมืองพัทยากันไปเลย ทริปนี้เราพักที่ HOLIDAY INN EXPRESS PATTAYA CENTRAL โรงแรมในเครือ IHG ที่มีห้องพักราคาสบายกระเป๋า และที่สำคัญทำเลถือว่าเลิศมาก เพราะอยู่ในโซนเดินทางสะดวก ที่จอดรถเพียบ แถมยังมีสระว่ายน้ำและฟิตเนสอีกด้วยนะ


Holiday Inn Express Pattaya Central

โรงแรมในเครือ IHG ตั้งอยู่ใจกลางพัทยา เป็นโรงแรมที่เหมาะสำหรับลูกค้าที่ชอบความสะดวกสบาย แต่จ่ายในราคาสบายกระเป๋า และที่สำคัญโรงแรมยังเหมาะกับทุกกลุ่มลูกค้าอีกด้วยไม่ว่าจะเป็น คู่รัก เพื่อน หรือ ครอบครัว ตอบโจทย์ทั้งหมด

เครดิตรูป : https://www.ihg.com/holidayinnexpress/hotels/th/th/reservation

มาตรการ Covid-19

หลายคนน่าจะกังวลว่าถ้าเราเดินทางไปยังเมืองท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาติเยอะ เราจะปลอดภัยมั้ย อยากจะบอกว่าทาง Holiday Inn Express Pattaya Central เห็นความสำคัญของเรื่องนี้สุดๆๆ โดยมาตรการ Covid – 19เริ่มตั้งแต่เข้ามายังในโรงแรมเลย

เราจะต้องสแกนไทยชนะ หากใครไม่สะดวกก็สามารถลงชื่อในแบบฟอร์มได้นะ

มีเจลแอลกอฮอล์ให้ล้างมือ ซึ่งกระจายอยู่ทั่วทุกจุด

มีกระบวนการวัดไข้แล้วแปะสติ๊กเกอร์ให้สำหรับแขกที่ผ่านการคัดกรองแล้ว

ทางโรงแรมใส่ใจเรื่องความสะอาดมากๆๆเลยนะ แม้แต่ปากกาที่เราใช้ในการกรอกแบบฟอร์ม เมื่อถูกใช้แล้วจะต้องใส่กล่องแยกเพื่อนำไปทำการฆ่าเชื้อโรค

เรานั่งเล่นอยู่บริเวณล็อบบี้นาน ทำให้เห็นว่าทุกครั้งที่มีแขกมาใช้บริการพื้นที่ส่วนรวม หลังจากนั้นจะมีพี่พนักงานมาทำความสะอาด เพื่อให้เราทุกคนปลอดภัยไร้เชื้อโรค

ชอบบบบบบบความใส่ใจจจจจ

ภายในโรงแรม

 Holiday Inn Express Pattaya Central เป็นน้องเล็กของ IHG สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโรงแรมที่จัดไว้คือว่าดีงามมาก ไม่ว่ามุมโซฟานั่งเล่น คอมพิวเตอร์ที่เอาไว้ให้แขกที่พักสามารถใช้บริการได้ฟรี

Fitness 

ฟิตเนสแห่งนี้เป็นฟิตเนสที่มีอุปกรณ์ใหม่มากกกก ถึงแม้จำนวนเครื่องออกกำลังกายจะไม่ได้เยอะมาก แต่รับรองว่าถูกใจสายออกกำลังกายแน่นอน

 Swimming Pools

แม้ว่าจะเป็นโรงแรมที่ขนาดไม่ใหญ่ แต่ด้านบน rooftop ก็มีสระว่ายน้ำส่วนกลางไว้บริการแขกที่เข้าพักนะคะ ถือว่าคุ้มมาก จ่ายเงินในราคาสบายกระเป๋าแต่สิ่งอำนวยความสะดวกในโรงแรมครบครัน

Room

ส่วนของห้องพักจะมีแบบเดียว แต่เราสามารถเลือกได้ระหว่างเตียงเดี่ยวและเตียงคู่ ส่วนเรามาเป็นทริปเพื่อนซี้ เลยขอเป็นห้องแบบเตียงคู่ ส่วนภายในห้องกว้างแบบโอเคเลยนะ มีโต๊ะสำหรับทำงาน มีทีวี ตู้เสื้อผ้า คือสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเลยค่ะ

เราชอบความใส่ใจที่มีให้เลือกหมอนด้วยนะ เพราะแต่ละคนชอบหมอนไม่เหมือนกัน และการได้หนุนหมอนที่เราชอบก็จะทำให้เราหลับสนิทยิ่งขึ้น

ส่วนของห้องน้ำ ขนาดไม่เล็ก มีฝักบัว เรนชาวเวอร์ กระจกแบบ I glass ด้วยนะ

DINING 

ในส่วนห้องอาหารของทางโรงแรมจะให้บริการแค่บริการอาหารเช้าเท่านั้น แต่ไม่ต้องห่วงค่ะว่าจะลำบาก เพราะว่าพัทยามีของอร่อยเยอะมากกกกกกกกกก ส่วนตัวเรานั้นขี้เกียจจะขับรถออกไปเอง เพราะอยากกินของอร่อยหลากหลายเกิน เลยใช้วิธีสั่ง Grab หรือ Food panda ดีกว่าค่ะ

และใครที่กลัวว่าเราจะสั่งอาหารมาทานในโรงแรมจะเป็นอะไรมั้ย โรงแรมจะว่ารึป่าว ต้องแอบๆๆซ่อนๆๆเอาเข้ามามั้ย บอกเลยหายห่วงงงงงง เพราะที่นี่นอกจากไม่ต้องหลบไม่ต้องซ่อนเอาอาหารมาทาน แถมเรายังสามารถขอจานกระดาษ ช้อนส้อมได้จากพนักงานเลยจ้า

น่ารักที่สุดดดดดดดดดดดดด

Breakfast 

อาหารเช้าของโรงแรม แม้มันจะไม่ได้อลังการ แต่ถือว่าครบทุกความต้องการเลยค่ะ และปริมาณที่ให้มากใครทานหมดคืออิ่มเลยล่ะ และอีกอย่างช่วงที่ลิเดียเดินทางเป็นช่วง New Normal จะเป็นแบบ A La Carte ใครอยากทานอะไรก็สามารถติ๊กเลือกในเมนูได้เลย

หากใครรีบต้องเดินทางต่อ มีธุระ ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่ได้ทานอาหารเช้านะคะ เพราะทางโรงแรมจะมีบริการแก้วกระดาษ และถุงกระดาษ ให้เราเอาอาหารออกไปทานด้านนอกได้เลย นี่ถือว่าเป็นจุดเด่นของ Holiday Inn Express เลยล่ะ

ทสรุป

HOLIDAY INN EXPRESS PATTAYA CENTRAL โรงแรมที่เหมาะสำหรับใครที่ต้องการความสะดวกสบายในการเข้าพัก และการเดินทางต่อ เอาไว้สำหรับให้เราได้ไปตะลอนเที่ยวมาทั้งวัน แล้ว กลับเข้าโรงแรมที่พร้อมต้อนรับเราเสมอ เป็นที่พักที่สะดวก ปลอดภัย สะอาด และที่สำคัญสบายกระเป๋าสำหรับนักท่องเที่ยวทุกระดับ

หากถามเราว่าเราชอบอะไรที่ HOLIDAY INN EXPRESS PATTAYA CENTRAL  เราคงตอบได้แค่ว่า เราชอบความสะดวก ความสบายที่โรงแรมมอบให้ ห้องพักที่มีทุกสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่เยอะ และไม่น้อยเกินไป โรงแรมมีฟิตเนส สระว่ายน้ำส่วนกลาง ยังไม่พอเรายังสามารถสั่งอาหารจากข้างนอกมาทานกันแบบเปิดเผย พนักงานที่พร้อมจะให้บริการทุกเมื่อ และที่สุดคืออาหารเช้าที่อร่อย และมีพร้อมสำหรับคนที่จะเดินทางต่ออีกด้วย เราว่าเท่านี้มันก็มากพอแล้วที่จะทำให้รู้ว่าเราชอบอะไรที่นี่

หากใครสักคนที่กำลังจะมาเที่ยวพัทยา จุดหมายปลายทางของเราคือการตะลอนเที่ยวให้ทั่วเมือง แล้วกำลังมองหาโรงแรมที่พักดีๆๆ ราคาสบายกระเป๋า เราว่าคุณมองข้าม HOLIDAY INN EXPRESS PATTAYA CENTRAL ไปไม่ได้แล้วล่ะ

HOLIDAY INN EXPRESS PATTAYA CENTRAL 

Address :293/16 Moo 10, Nongprue, Banglamung, Chonburi 20150, Thailand

Tel :+66 (3) 326 5999

Facebookhttps://www.facebook.com/holidayinnexpresspattayacentral

เขื่อนแม่กวงอุดมธารา |ที่เที่ยวเชียงใหม่

ทริปนี้เราจะชวนทุกคนขับรถออกนอกเมืองเชียงใหม่มาหน่อยค่ะ เพราะจุดหมายปลายทางของเราอยู่ที่ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา

เราขอข้ามในส่วนของข้อมูลเขื่อนแบบวิชาการไปเลยแล้วกัน แต่จะมาเล่าในเรื่องความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยวเนอะ

เขื่อนแม่กวงอุดมธารา นี้ เป็นเขื่อนที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของเชียงใหม่ โดยที่ตั้งของ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา จะล้อมรอบด้วยป่าและภูเขา ทำให้ที่นี่มีวิวที่สวยมาก

การเดินทาง : วิธีการเดินทางไม่ยากเลยค่ะ ให้เราขับรถตาม google maps มาได้เลย ไม่หลงแน่นอน

จุดถ่ายรูป : เราแนะนำ 2 จุดถ่ายรูปที่วิวสวยมากค่ะ

  1. เขื่อนหลัก

วิธีเดินทาง: ให้เราขับตามป้ายบอกทางภายในเขื่อนที่เขียนว่า “เขื่อนหลัก”

บริเวณนี้จะเป็นวิวมุมกว้างของเขื่อนที่เราจะได้เห็นภูเขาสลับซับซ้อนกัน และมีผืนน้ำกว้างขนาดใหญ่อยู่เบื้องหน้า และบริเวณนี้จะมีที่จอดรถบริเวณสันเขื่อน ให้เราสามารถเดินเล่นมาถ่ายรูปได้ค่ะ

2. สะพานเชื่อมใจ

วิธีเดินทาง : ให้เราขับรถตามป้ายบอกทาง ท่าเรือ หรือ สะพานเชื่อมใจ

โดยเขื่อนแม่กวงจะมีเรือให้บริการพาชมเขื่อนด้วยนะคะ ทริปนี้เรายังไม่ได้ใช้บริการ แต่จะพาทุกคนไปถ่ายรูปที่สะพานเชื่อมใจกันค่ะ

 สะพานแขวนเชื่อมใจ เป็นสะพานสำหรับเชื่อมหมู่บ้านป่าสักงามที่อยู่บริเวณหลังเขื่อนแม่กวง กับฝั่ง อำเภอดอยสะเก็ด ทำให้ชาวบ้านเดินทางได้สะดวกขึ้น

และด้วยวิวบริเวณนี้เป็นวิวที่สวยมากค่ะ ทำให้บริเวณนี้เป็นอีกหนึ่งจุดเช็คอินภายในเขื่อนแม่กวงที่เราแนะนำว่าใครมาแล้วห้ามพลาด

สำหรับใครที่จะถ่ายรูปที่สะพานเชื่อมใจ เราแนะนำว่าให้จอดรถไว้ที่ตีนสะพานฝั่งไหนก็ได้ แล้วเดินมาที่ตัวสะพานเชื่อมใจค่ะ เพราะบริเวณสะพานจะมีจุดสำหรับชมวิวด้วย บริเวณนี้จะไม่ขีดขว้างทางรถค่ะ ปลอดภัยและได้รูปสวยแน่นอน

สำหรับใครที่กำลังจะหนีเที่ยวเชียงใหม่ กำลังมองหาที่เที่ยวใหม่ๆ แนวธรรมชาติ เดินทางไม่ยาก ใช้เวลาขับรถประมาณ 45 นาทีจากตัวเมืองเชียงใหม่เท่านั้นเอง เราแนะนำที่นี่เลยค่ะ “เขื่อนแม่กวงอุดมธารา”

(mini review) : TWO – โท: Bed and Cafe | ที่พักมินิมอลเชียงใหม่

ฝนกำลังมา

เชียงใหม่ก็เริ่มเรียกหาเราแล้วเช่นกัน

ทริปเชียงใหม่ล่าสุดของเรามาพักกันที่นี่ค่ะ TWO – โท: Bed and Cafe โดยทำเลของที่พักในทริปนี้ก็คือว่าดีมาก เพราะตั้งอยู่ที่ถนนแจ้งศรีภูมิ คูเมืองด้านใน

ต้องบอกก่อนว่าใครมีรถยนต์จะต้องจอดริมถนนหน้าที่พักนะคะ ส่วนเราเช่ามอไซต์เลยไม่มีปัญหาเรื่องที่จอดรถ สบายมาก

ที่นี่จะมีห้องพักให้เราเลือก 2 แบบ อธิบายง่ายๆคือห้องที่มีอ่าง กับ ไม่มีอ่าง ส่วนตัวเราเลือกห้องไม่มีอ่าง เพราะคิดว่าไม่น่าจะได้อยู่ห้องสักเท่าไหร่แน่นอน

ห้องที่เราได้จะเป็นห้องชั้น 2 ราคาคืนละ 1190 บาท มีอาหารเช้าสำหรับ 2 คนด้วยนะคะ

และต้องสารภาพตามตรงว่า เราจองที่นี่มาเพราะชอบความมินิมอล มันดูสวย แค่นั้นเลย เมื่อมาถึงคือว้าวมากกก ห้องใหญ่มากกก กว้างมากเลยค่ะ เตียงนุ่ม ผ้าห่มดี มีโซฟา มุมพักผ่อน ระเบียงสามารถออกไปเห็นวิวคูเมือง

มาดูห้องน้ำกันต่อค่ะ เพราะว่าโซนห้องน้ำก็ใหญ่มากเหมือนกัน ภายในห้องน้ำแยกโซนเปียกและแห้งแบบชัดเจน ที่สำคัญการตกแต่งก็ยังคลีนๆ มินิมอลเหมือนเดิม

เราชอบที่นี่มากกกก นอกจากจะนอนสบาย ทำเลดีแล้ว แสงก็สวย ถ่ายรูปออกมาน่ารักมาก

ที่นี่นอกจากเป็นที่พักน่ารักๆแล้ว ชั้นล่างยังเป็นคาเฟ่อีกด้วยนะคะ โดยตัวคาเฟ่จะเปิด 8.00-17.00 น. และตอนเช้าเราก็จะลงมาทานอาหารเช้ากันที่คาเฟ่ค่ะ

โดยอาหารเช้าของที่นี่คือ เครื่องดื่ม(กาแฟ) 1 แก้ว + ครัวซองต์ 1 ชิ้น ต่อคน หลายคนอาจจะคิดว่าน้อย เป็นมื้อเช้าแบบเบาๆให้เราเริ่มต้นวันที่ดีในเชียงใหม่กันค่ะ

สำหรับใครจะมาเชียงใหม่ กำลังหาที่พักในเมือง อยากพักห้องแบบมินิมอล น่ารักๆ เราแนะนำที่นี่เลยค่า หนึ่งในลิสต์ที่พักเชียงใหม่ที่อยากให้มาลอง

TWO – โท : Bed & Cafe

Address : เลขที่ 3/2 ถนนศรีภูมิ ต.ศรีภูมิ อ.เมืองเชียงใหม่ 50200

Tel :  082 622 4080

FBhttps://www.facebook.com/twocafechiangmai/

Blue Lotus Hua Hin | พูลวิลล่าฟีลพักผ่อน ปราณบุรี

ทริปนี้เราจะชวนไปพักพูลวิลล่าสวยๆ ชิลๆ ราคาไม่แรง แต่ทุกอย่างคือดีงามมาก

ไม่รอช้าแพ็คกระเป๋าแล้วขับรถมุ่งหน้าไปปราณบุรีกันค่ะ

Blue Lotus Hua Hin

เดิมเราเคยไปพักที่นี่มาแล้วตอนที่ยังใช้ชื่อ Evason เป็นอีกหนึ่งที่พักที่ประทับใจมาก วันนี้เขาเปลี่ยนชื่อเป็น Blue Lotus เราก็ไม่รอช้ากลับมาใช้บริการกันอีกครั้งในชื่อใหม่

กลับมาอีกครั้งที่นี่ยังเหมือนเดิม ทั้งในส่วนของห้องพัก พนักงาน และการบริการ ที่นี่ยังคงทำให้เราตกหลุมรักได้เช่นเดิม ในเรื่องของการบริการและความเงียบสงบของโรงแรม

มาครั้งนี้เราเลือกพักห้องแบบ Pool Villa เพราะอยากเล่นน้ำในห้องโดยไม่ต้องเดินไปที่สระส่วนกลาง จริงๆสระส่วนกลางที่นี่ใหญ่และน่าเล่นมากเลยค่ะ แต่ด้วยขนาดพื้นที่ภายในรีสอร์ทที่กว้างมาก จะเดินไปเล่นน้ำที่สระส่วนกลางที เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน ดังนั้นคนเนิบนาบแบบเราเลือกห้องที่มีสระในห้องไปเลย ชิลดี

Pool Villa

เราพักพูลวิลล่าขนาด 1 ห้องนอน ด้วยขนาดของตัววิลล่ากว้างถึง 110 ตารางเมตร ทำให้ภายในวิลล่าเราใหญ่มาก เริ่มโซนแรกที่ห้องนอนก่อนเลยค่ะ เตียงขนาดคิงไซส์ที่มีโซฟาเบดอยู่ข้างๆ ใครที่มากัน 3 คนแบบเรา อีกคนที่จะนอนเตียงเสริม ทางรีสอร์ทก็จะเปลี่ยนโซฟาตัวใหญ่ให้เป็นเตียงค่ะ

โซนห้องนอนจะกว้างมากเลยค่ะ มีมุมพักผ่อน ตู้เสื้อผ้า มินิบาร์ ทีวี รวมถึงโต๊ะทำงานรวมอยู่ในโซนนี้ด้วย อีกทั้งห้องนอนเมื่อเปิดประตูบานใหญ่ก็จะเชื่อมต่อกับสระส่วนตัวในวิลล่าได้เลย

ถัดจากห้องนอน เราพามาดูห้องน้ำกันค่ะ โซนห้องน้ำถือว่ากว้างมากเช่นกัน แยกระหว่างโซนเปียกและแห้งอย่างชัดเจน และที่เราชอบสุดก็คือมีประตูที่เชื่อมโซนเปียกกับโซนสระส่วนตัวด้วย ทำให้เมื่อเราเล่นน้ำ หรือ แช่น้ำในอ่างแล้วก็สามารถเข้ามาในห้องน้ำได้เลย โดยไม่ต้องเดินผ่านโซนอื่นค่ะ

ส่วนโซนสุดท้าย ไฮไลท์ของห้องนี้เลยก็คือ โซนสระส่วนตัว โดยโซนนี้จะมีสระขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป อ่างสำหรับแช่น้ำ พร้อมกับมุมพักผ่อน เราชอบพูลวิลล่าของที่นี่เพราะทุกโซนเขาทำพื้นที่ไว้กว้าง ทำให้ผู้มาเข้าพักอย่างเรารู้สึกไม่อึดอัด เหมาะกับการมาพักผ่อน

ช่วงที่เราไปพักฝนตกตลอดเลยค่ะ แต่ก็จะได้บรรยากาศเย็นๆ ชิลๆ หน่อย ภายในโรงแรมต้นไม้ก็จะเขียวเข้มๆ เลย ดีนะที่เลือกห้องแบบพูลวิลล่าถึงฝนตกก็ยังเล่นน้ำได้สบายๆ

ตอนกลางคืนก็เล่นน้ำได้ตลอด พักพูลวิลล่ามันดีแบบนี้แหละ อิอิ

ตื่นเช้ามาก็ไปทานอาหารเช้ากันที่ห้องอาหารของรีสอร์ทกันค่ะ จะเล่าว่าเราประทับใจอาหารเช้าของที่นี่ตั้งแต่ตอนที่เป็น Evason ครั้งนี้ Blue Lotus ก็ไม่ได้ทำให้เราผิดหวัง อาหารเช้าที่นี่อลังการมาก มีอาหารให้เลือกได้เยอะมาก รสชาติอร่อยมากด้วยค่ะ

สุดท้ายใครกำลังหาที่พักปราณบุรี ห้องแบบพูลวิลล่าที่ราคาไม่แรงมากนัก แต่ห้องดีมาก อาหารเช้าอลังการ การบริการแบบ 5 ดาว เราแนะนำที่นี่เลยค่ะ Blue Lotus Hua Hin

Blue Lotus Hua Hin

Address : 9 หมู่ 5 ปากน้ำปราณ , ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ 77220

Tel : 032632111

Facebook : https://www.facebook.com/bluelotushuahin

Web :https://bluelotushuahin.com/

นั่งรถไฟไปเชียงใหม่ | ขบวนที่51 รถไฟสายเหนือ

” เมื่อปลายทางคือรถไฟ ระหว่างทางคือเชียงใหม่ “

ประโยคด้านบนเราไม่ได้พิมพ์ผิด หรือพิมพ์สลับกันแต่อย่างใด แต่เราหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ เราเคยมีความฝันอยากนั่งรถไฟไปเชียงใหม่ตั้งแต่ตอนอายุ 8 ขวบ เราจำความฝันนั้นได้ดี อาจจะคิดว่าเด็ก 8 ขวบจะฝันอยากเดินทางแล้วหรอ เราเวอร์ไปรึป่าว

ต้นเหตุความฝันของเด็กหญิงวัย 8 ขวบคนนั้น มาจากพ่อของเธอ ที่มักจะเล่าประสบการณ์การเดินทางออกจากบ้านไปเรียนยังมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ พ่อเล่าว่าในยุคของพ่อนั้น พาหนะในการเดินทางที่นักศึกษาส่วนใหญ่ใช้ก็คือรถไฟ

เรายังจำน้ำเสียงของพ่อได้เวลาที่เล่าเรื่องนี้ มันแฝงไปด้วยความตื่นเต้นของเด็กหนุ่มที่ต้องจากบ้านเกิดที่อยู่ในภาคใต้แล้วออกเดินทางไปกับรถไฟสายความฝันและความหวังไปยังภาคเหนือ

เราคือเด็ก 8 ขวบคนนั้นที่ฝันอยากจะนั่งรถไฟไปเชียงใหม่แบบที่พ่อเราเคยนั่งและเคยเล่าให้เราฟัง

เราใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะได้ทำความฝันของเด็กหญิงวัย 8 ขวบในอดีต อาจจะด้วยความสะดวกสบายของพาหนะชนิดอื่นทำให้เราเก็บความฝันในการนั่งรถไฟเอาไว้เนิ่นนานจนล่วงมาถึงตอนนี้

ในที่สุดวันหนึ่งในเดือนมิถุนายน 2565 เราก็ตัดสินใจจองตั๋วรถไฟสายเหนือขบวนที่ 51 เพื่อที่จะเดินทางไปเชียงใหม่ ในปัจจุบันรถไฟที่มีต้นทางจากกรุงเทพ ปลายทางเชียงใหม่ มีให้เราเลือกเดินทางได้หลายขบวน แต่ขบวนที่เราเลือกกลับเป็นขบวนที่ 51 ขบวนสุดท้ายของวันที่จะพาผู้โดยสารเดินทางไปยังปลายทางเชียงใหม่

ขบวนนี้ออกเดินทางจากกรุงเทพช่วงเวลา 22.00 น. เป็นการเดินทางดึกที่จะไปถึงเชียงใหม่ในช่วงเที่ยงวัน เลยเป็นขบวนที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้เลือกเดินทางเพราะมันเสียเวลาเที่ยวในเชียงใหม่ไปครึ่งวัน แต่มันคือขบวนที่เราอยากนั่งไปเชียงใหม่ เพราะมันจะเป็นขบวนที่ไม่ใช่แค่พาเราไปถึงปลายทาง แต่เราจะได้เห็นระหว่างทางของเส้นทางรถไฟสายเหนือ

มันเลยเป็นที่มาของทริปนี้ “ปลายทางคือรถไฟ ระหว่างทางคือเชียงใหม่” เรากับเชียงใหม่เจอกันบ่อยนัก แต่ละปีเราเจอเชียงใหม่น่าจะไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง แต่ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่เราจะได้นั่งรถไฟสายเหนือไปเชียงใหม่ เราเลยขอให้เวลากับมันหน่อยนะ

ทริปนี้เราจองตั๋วรถไฟผ่านทางออนไลน์ https://www.dticket.railway.co.th/DTicketPublicWeb/home/Home ก่อนจะเดินทางแนะนำให้ปริ๊นตั๋วมาด้วยเพราะเมื่อถึงเวลาที่ต้องตรวจตั๋วจะได้สะดวก ทริปนี้เราเดินทางกับเพื่อนอีกคน เพื่อนที่มีความฝันอยากนั่งรถไฟสายเหนือเหมือนกัน

(บทความนี้รูปที่เราใช้ทั้งหมดจะเป็นรูปจากกล้องฟิล์มนะคะ)

เรานัดกับเพื่อนที่สถานีชุมทางบางซื่อ (สถานีอันเดิม) โดยรถไฟขบวนที่51 จะมาถึงสถานีนี้ตอน 22.24 น. และรถไฟก็มาถึงตรงเวลาอย่างไม่น่าเชื่อ

ตู้โบกี้ที่เราจองมาเป็นตู้สุดท้ายของขบวนนี้ คือตู้นอนแอร์ชั้น 2 (บนท.ป.36 : รถโบกี้นั่งและนอน ชั้น 2 ปรับอากาศ) สำหรับผู้หญิงที่จะเดินทางแบบเรากับเพื่อน หรือผู้หญิงที่จะเดินทางคนเดียว เราแนะนำให้จองตู้นี้นะคะ เพราะเป็นตู้ที่อยู่สุดท้าย ไม่มีใครเดินผ่าน และเป็นตู้ที่จะมีผู้โดยสาร (เต็ม) แค่ 36 คน เท่านั้น ราคาเตียงล่าง 821 บาท เตียงบน 751 บาท

ขึ้นมาบนขบวนก็แปลกใจนิดหน่อย เพราะครึ่งของโบกี้เราคือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่แบ็คแพ็คทั้งนั้น เมื่อขึ้นมาถึงที่นั่งของเราก็เปลี่ยนเป็นเตียงเรียบร้อยแล้ว เพราะตอนนี้มัน 4 ทุ่มกว่าแล้วเนอะ เรากับเพื่อนนั่งเล่นกันอีกนิดหน่อย ก่อนจะแยกย้ายกันไปนอน

ใครเดินทางด้วยขบวนที่ 51 เราแนะนำว่าขึ้นมาแล้วก็ให้หลับกันไปยาวๆ แล้วค่อยไปตื่นอีกทีประมาณ 7 โมงกว่าๆไปเลย ช่วงที่จะเริ่มเข้าจังหวัดอุตรดิตถ์ ช่วง “สถานีศิลาอาสน์” เพราะช่วงนี้เราจะเริ่มเห็นภูเขาที่ทอดยาวขนานไปกับทางรถไฟบ้างแล้ว

กาแฟมั้ยค่ะ กาแฟมั้ยค้าาาา

กาแฟสองแก้วค่ะ

เราตอบกลับตามเสียงเรียกของคุณยายที่ขึ้นมาขายกาแฟบนขบวนรถไฟ (ถ้าใครนั่งรถไฟใหม่จะไม่ได้เจอแบบนี้นะ) เสน่ห์อีกอย่างของรถไฟไทย ก็คือการที่เรานั่งรถไฟไปยังสถานีไหนแล้วเราจะได้ลุ้นว่าสถานีนั้นจะมีแม่ค้าพ่อค้ามาขายอะไร

หลังได้กาแฟแบบ 3 in 1 กันไปคนละแก้ว สติก็เริ่มมา และฟ้าก็เริ่มสว่างมากขึ้นแล้วเช่นกัน เรากับเพื่อนเลยขอเดินพาตัวเองย้ายไปยังตู้ที่เป็นพัดลมเพราะ เราจะสามารถถ่ายรูปได้สะดวก (ใครที่จะทำแบบเราแนะนำเอาของมีค่าติดตัวมาด้วยทุกเวลาจะเดินไปไหนมาไหนนะคะ)

เราเดินมานั่งเล่นที่ตู้ชั้นสองนั่งแบบพัดลม ตู้นี้มีผู้โดยสารที่ประเมินด้วยสายตาไม่น่าจะเกิน 6 คน

ใครที่จองตู้นอนแอร์แบบเรา เมื่อฟ้าสว่างแล้วจะมานั่งเล่นที่ตู้อื่นก็ทำได้นะคะ โดยปกติรถไฟเราสามารถเดินไปไหนก็ได้อยู่แล้ว แค่ไม่ควรไปยืนตรงรอยต่อขบวนก็เท่านั้น

เราเดินมาเจอคุณยายที่ขายกาแฟให้เราเมื่อเช้า เลยบอกยายว่า หนูอยากมาถ่ายรูปค่ะ ยายเลยแนะนำว่า ฝั่งขวาคือฝั่งที่สวย เลยจากเด่นชัยไปเราจะเจอกับแก่งหลวงนะ ถ้าช่วงที่น้ำเต็มมันจะสวยมากๆ คุณยายบอกเราอย่างนั้น พร้อมกับช่วงเปิดกระจกรถให้ลงสุดเราจะได้ถ่ายรูปได้ถนัด

เราชอบนั่งรถไฟเพราะชอบดูวิวข้างทาง และเวลารถเลี้ยวก็ชอบจะยื่นหัวออกไปมอง 5555 มันสวยนะเวลาที่เห็นโบกี้ต่างๆกำลังเลี้ยวโค้ง เหมือนหนอนอะไรสักอย่าง

ระหว่างเราบอกตัวเองว่า ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงวันที่เราได้ทำตามความฝันนั้นได้สำเร็จ เราไม่ได้อยากรีบถึงเชียงใหม่ ไม่ได้อยากรีบไปเที่ยวต่อ แต่เราอยากเห็นวิวสวยๆนอกหน้าต่างมากกว่า

ไม่นานนัก เราก็มาถึงสถานีเด่นชัย รถไฟเราที่นี่อยู่นาน นานจนเราคิดว่ารอรถสวนรึป่าว แต่เราก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเพราะกำลังสนุกกับการถ่ายรูปอยู่

หลังจากที่รถจอดที่สถานีเด่นชัยเวลาล่วงไปแล้วเกือบ 30 นาที นายสถานีก็ประกาศว่ารถไฟขบวนที่51 มีปัญหา ทำให้ต้องมีการซ่อม ซึ่งอาจจะทำให้ใช้เวลาประมาณ 60 นาที แนะนำให้ผู้โดยสารลงมานั่งเล่นที่สถานีก่อน

สำหรับคนส่วนใหญ่คงไม่ชอบใจนักเมื่อการเดินทางของเรา มันคลาดเคลื่อนไป เวลาที่คิดว่าจะต้องไปถึงมันกลับโดนเลื่อนออกไป แพลนต่างๆของเราก็ต้องขยับไปเป็นแถว

แต่สำหรับในการเดินทางครั้งนี้ เราไม่มีความหงุดหงิดแม้แต่น้อย เราใช้เวลาที่รถซ่อมหมดไปกับการถ่ายรูป ดูเป็นนักท่องเที่ยวที่สนุกกับการเดินทางแบบเกินหน้าเกินตาไปหน่อย

หลังจากครบ 60 นาที นายสถานีประกาศอีกครั้งให้ผู้โดยสารทุกคนขึ้นรถเตรียมพร้อมออกเดินทางได้ ในอีก 15 นาที

ออกจากสถานีเด่นชัย เราย้ายตัวเองไปอยู่ฝั่งขวาของขบวนตามคำบอกเล่าของคุณยายแม่ค้า ก่อนจะถึงแก่งหลวง บรรยากาศข้างทางเต็มไปด้วยสีเขียวสดใสของต้นไม้ใบหญ้าในช่วงเริ่มต้นฤดูฝน

เราชอบข้างทางของเส้นทางรถไฟสายเหนือ เพราะมีภูเขาที่ทอดยาวและคอยขนานไปกับเส้นทางรถไฟอยู่ตลอด

ยายบอกว่าเราจะได้เจอกับแก่งหลวง ช่วงนี้น้ำยังไม่เยอะ ถ้าช่วงน้ำเยอะที่นี่จะสวยมากเลยนะ

ตลอดเส้นทางสายนี้เรายังเป็นนักท่องเที่ยวตัวซนที่ย้ายที่นั่งไปมาอย่างยุกยิ๊กไปหมด ก็วิวสองข้างทางเส้นทางสายนี้มันสวยนี่น่า

สถานีบ้านปิน สถานีที่มีรูปทรงแปลกตา เราไม่ได้มีความรู้เรื่องอาคาร แต่สายตาบอกว่าที่นี่สะดุดตา บ้านหลังสีส้มที่อยู่กลางป่า

รถไฟยังคงเดินทางต่อหลังจากที่หยุดพักเพราะต้องซ่อมแซมเกือบ 2 ชั่วโมง ระหว่างทางต่อจากนี้เป็นช่วงป่าเขาที่จะอยู่กับเราไปตลอด

สิ่งหนึ่งที่เราอยากแนะนำให้คนที่เดินทางด้วยรถไฟเอาติดกระเป๋ามาด้วยก็คือหนังสือ หนังสือเล่มที่เราพยามอ่านที่บ้านอยู่นานสองนานก็ไม่จบหน้าสักที (อย่าว่าแต่จบเล่มเลย) เมื่อเราเดินทางด้วยรถไฟ มันจะมีบางช่วงที่สัญญาณโทรศัพท์นั้นหายไป ทำให้เรากลับมาจดจ่อกับตัวเอง รวมถึงมันจะมีช่วงเหม่อ ช่วงที่รถไฟผ่านป่ารกที่ไม่ได้มีอะไรตื่นเต้น เราจะได้หยิบหนังสือที่เราเอาติดกระเป๋าออกมาอ่าน และมันน่าแปลกมากเมื่อหนังสือเล่มนั้นกลับสนุกขึ้นกว่าตอนที่เราอ่านที่ห้องมากนัก

เพราะการเดินทางทำให้ความคิดเราลื่นไหล หลายๆอย่างที่เราอยู่ที่บ้านเราคิดไม่ออก หรือเราไม่รู้สึก แต่มันจะออกมาเมื่อเราออกเดินทาง

เดินทางต่อ

จากบ้านปิน รถไฟกำลังเข้าสู่จังหวัดลำปาง โดยจังหวัดนี้รถไฟขบวนนี้จะจอดเริ่มที่สถานีแม่เมาะ เรายังไม่เคยมาเที่ยวลำปางเลยค่ะ แต่มีคนเคยบอกว่าให้ลองมาแม่เมาะนะ เพราะที่นี่อากาศดี วันนี้ได้แค่นั่งรถไฟผ่านก่อนไว้วันหน้าเราจะมาเที่ยวให้ได้เลย

เมื่อเข้าสู่จังหวัดลำปาง เราจะได้เห็นเทือกเขาขนาดใหญ่ที่อยู่ขนานกับทางรถไฟ เป็นภาพที่ชอบมากเลยค่ะ

รถไฟจอดสถานีนครลำปางตอนเวลาประมาณเที่ยงกว่าๆ สิ่งแรกที่เรารู้สึกได้ไม่ใช่ความร้อนของอากาศ แต่เป็นความหิว ช่วงเที่ยงจะมีพ่อค้าแม่ค้าขึ้นมาขายอาหาร หรือเมนูไก่ย่างข้าวเหนียว ข้าวเหนียวหมูปิ้ง พอให้เราได้รองท้องพอหายหิว

เราเดินทางกันต่อมุ่งหน้าสู่สถานีขุนตาน

ขุนตานเป็นช่วงอุโมงค์รถไฟไทยที่มีความยาวมากที่สุดในตอนนี้ โดยเมื่อเรามาจากกรุงเทพก่อนที่รถจะจอดที่สถานีขุนตาน เราจะได้เข้าอุโมงค์ขุนตานก่อน ซึ่งช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงเวลาที่รถมืดเกือบ 5 นาที ก่อนจะมาหยุดที่สถานีขุนตาน

ขุนตานเป็นสถานีแรกในเขตจังหวัดลำพูนที่รถไฟขบวนที่51 จะหยุด และเดินทางต่อมาหยุดที่สถานีลำพูน โดยเราจะเริ่มเห็นข้างทางที่เปลี่ยนไปจากภูเขาที่ทอดยาวขนานทางรถไฟ เริ่มเป็นบ้านเรือนสมัยใหม่มากขึ้น

เมื่อถึงสถานีลำพูน ผู้โดยสารหลายคนเริ่มทยอยลงกันที่สถานีนี้ และใครที่จะลงสถานีเชียงใหม่แบบเรา ก็เริ่มต้องเก็บสัมภาระกันได้แล้ว เพราะอีกประมาณ 20 นาทีเราก็จะถึงสถานีเชียงใหม่แล้ว

สถานีนครเชียงใหม่

ในที่สุดเราก็พาตัวเองมาถึงเชียงใหม่ด้วยรถไฟสายเหนือได้แล้ว (และรถไฟก็พาเรามาถึงเช่นกัน) หลังจากกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ประจำตู้ที่คอยอำนวยความสะดวกหลายๆอย่าง (โดยเฉพาะตอนที่เราพยามถ่ายรูป) ขอบคุณคุณปู่รถไฟที่พาเรามาถึงแม้จะเลทไป 2 ชั่วโมงก็ตาม และขอบคุณตัวเองที่ในที่สุดเราก็ทำตามความฝันของเด็กผู้หญิงวัย 8 ขวบในอดีตได้สำเร็จ แม้ความฝันนั้นจะถูกเติมเต็มด้วยผู้หญิงวัย 29 ก็ตาม

เราหวังว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นในอดีตจะดีใจที่วันนี้ความฝันในวันเด็กที่เกี่ยวกับความหลงรักการเดินทางในช่วงวัยนั้น จะก่อตัวมาจนเป็นเราที่ชอบหนีเที่ยวมากๆในวันนี้ สำเร็จสักที

ทริปนี้อาจจะไม่ใช่ทริปที่ดูน่าจะพิศมัยกับคนที่ต้องการความสะดวก สบาย ต้องการความรวดเร็ว แต่ทริปนี้คือทริปของคนที่มีความฝันว่าครั้งนึงอยากนั่งรถไฟไปเชียงใหม่ ที่ไม่ใช่แค่การใช้รถไฟเป็นยานพาหนะ แต่คือการเดินทางด้วยรถไฟที่มีวิวสองข้างทางจากพื้นที่ภูมิประเทศของภาคเหนือเป็นเพื่อนร่วมทาง


จองตั๋วรถไฟแบบออนไลน์ได้ที่ : https://www.dticket.railway.co.th/DTicketPublicWeb/home/Home

ขาไป (กรุงเทพ – เชียงใหม่)​: แนะนำนั่งฝั่งขวา

ขากลับ (เชียงใหม่ – กรุงเทพ) : แนะนำนั่งฝั่งซ้าย

The Flow Samui Beach Resort | ที่พักสวยริมทะเล เกาะสมุย

ปีนี้ใจเราโหยหาทะเลมากกว่าปีอื่นๆ ทำให้แม้จะผ่านมาแล้วครึ่งปี เราก็ยังอยากไปทะเลอยู่ดี ทริปนี้เราพาทุกคนเดินทางไปสมุยกันค่ะ เราพักที่พักเปิดใหม่เมื่อไม่นานมานี้ เป็นที่พักที่สวย บรรยากาศดี และราคาไม่ทำให้กระเป๋าเราฉีก

The Flow Samui Beach Resort

ที่พักที่พึ่งเปิดเมื่อเดือนมีนาคม 2565 ถือว่าเป็นที่พักที่ใหม่มากอีกแห่งหนึ่งของสมุยในขณะนี้ ที่พักแห่งนี้อยู่ติดหาดแม่น้ำ ทำให้เราสามารถเห็นวิวทะเลสวยๆหน้าที่พักได้เลย

สำหรับการเดินทางมายังโรงแรมนั้นไม่ยากค่ะ หากใครเช่ารถขับในสมุย หรือหากมีการเดินทางด้วยแกร็บแท็กซี่ก็สามารถให้รถเข้าไปส่งที่ล็อบบี้ของโรงแรมได้เลย แต่หากใครเดินทางด้วยรถตู้ที่วนส่งรอบเกาะ รถอาจจะส่งไว้ปากซอย ซึ่งจากปากซอยจะต้องเดินอีกประมาณ 10 นาทีถึงจะถึงตัวที่พัก

สำหรับห้องพักของที่นี่มีทั้งหมด 3 types โดยห้องที่เราพักชื่อว่า OCEAN FLOW เป็นห้องที่มองเห็นวิวทะเลได้จากในห้องเลยค่ะ

มาดูภายในห้องที่เราพักกันดีกว่า เราได้ห้องหมายเลข 1006 ซึ่งไทป์ที่เราพักจะมีห้องทั้งหมดเพียง 6 ห้อง โดยห้องเราจะเป็นห้องริมสุด

เมื่อเข้ามาแล้วเราจะได้เจอกับโซนห้องน้ำและห้องแต่งตัวก่อนเลย พร้อมกับอ่างอาบน้ำขนาดที่เราสามารถแช่ได้สองคนพร้อมกันเลย และส่วนของห้องน้ำที่เป็นส่วนเปียกและแห้งที่นี่แยกออกเป็นคนละห้องไปเลยค่ะ

โซนต่อมาคือโซนของเตียง ทีวีพร้อมมุมโซฟาสำหรับพักผ่อน และโต๊ะทำงาน และโซนนี้จะมีส่วนมินิบาร์ด้วยนะคะ และอีกอย่างที่ชอบห้องพักที่นี่นอกจากเตียงจะนอนสบายแล้ว ก็คือโต๊ะทำงานที่เป็นกิจลักษณะ เหมาะสำหรับคนที่เอางานไปทำด้วยทุกที่แบบเรา

โซนสุดท้ายภายในห้อง โซนนี้ถือว่าเป็นไฮไลท์ของที่พักเลย เพราะว่าโซนนี้จะเป็นมุมพักผ่อนริมสระว่ายน้ำ โดยแต่ละห้องจะมีประตูที่เราสามารถก้าวลงสระได้เลย สระที่นี่จะไม่ใช่ห้องที่มีสระส่วนตัวคือเป็นลักษณะของห้องที่เป็น pool access คือมีทางลงสระส่วนตัว

ความฟินของห้องนี้อยู่ในระดับน้องๆของห้องพูลวิลล่า แต่ความยากคือห้องนี้มีแค่ 6 ห้องเท่านั้นส่วนใหญ่ก็จะไม่ค่อยว่าง ใครอยากไปพักแนะนำให้เข้าไปจองตั้งแต่เนิ่นๆเลยค่ะ

นอกจากห้องพักที่นี่จะสบายมากแล้ว อีกส่วนที่เราชอบไม่แพ้กันก็คือส่วนของบาร์ และห้องอาหาร บริเวณนี้อยู่ติดหาด เราสามารถมองเห็นทะเล มีต้นมะพร้าวแบบฉบับของสมุย ในวันที่อากาศดี มุมนี้ดีที่สุดเลยค่ะ

อีกอย่างที่แนะนำคือการสั่งเครื่องดื่มเย็นๆ แล้วนั่งมองทะเลสวยๆอยู่ตรงนี้ เป็นกิจกรรมชิลๆที่เราอยากแนะนำมากค่ะ

เราพักที่นี่ก็ทานอาหารอยู่ที่ห้องอาหารของที่พักทุกมื้อเลยค่ะ อาหารอร่อย ราคาไม่แรง คุณภาพดี ใครที่เข้าพักแล้ว ไม่อยากออกไปไหนแนะนำว่าร้านอาหารในโรงแรมดีเลยค่ะ

ส่วนมื้อเย็นเราก็ยังคงทานอาหารที่ห้องอาหารที่พักเหมือนเดิม แต่ห้องอาหารที่นี่จะปิดค่อนข้างเร็วนะคะ last order ประมาณ 2 ทุ่ม

เราชอบที่นี่มากก เพราะว่าชิลมาก มุมนั่งเล่นและมุมถ่ายรูปเยอะเลยค่ะ ถ้าใครมาที่นี่ช่วงอากาศดีมุมหน้าหาดของที่พักจะเห็นพระอาทิตย์ตกด้วยนะ

ต่อจากมุมห้องอาหารก็จะเป็นสระส่วนกลาง จริงๆห้องพักทุกห้องของที่นี่จะมีทางลงสระกันอยู่แล้ว แต่ใครอยากจะมาใช้สระส่วนกลางก็ได้นะ มุมสระส่วนกลางก็สวยเลยค่ะ วันไหนอากาศดี สั่งค็อกเทลมาจิบริมสระกันค่ะ

อาหารเช้าของที่นี่จะเสิร์มแบบ A la carte แต่จะเติมได้แบบไม่อั้น มีเมนูให้เลือกทานได้เยอะเลยค่ะ และรสชาติอร่อยเหมือนเดิม

สุดท้ายใครที่กำลังอยากจะหนีเที่ยวสมุย ไม่แน่ใจว่าควรจะพักที่ไหนดี เราแนะนำที่นี่เลยค่ะ The Flow Samui Beach Resort ที่พักดี บริการดีมากกก พนักงานที่นี่น่ารักทุกคน อาหารอร่อย และราคาไม่กระเป๋าฉีก แนะนำมากค่ะ

The Flow Samui Beach Resort

49/35 ม.1 ตำบล แม่น้ำ อำเภอเกาะสมุย สุราษฎร์ธานี 84330

Tel :  077 426 000

FB :https://www.facebook.com/theflowsamuibeachresort

Web : https://theflowsamui.com/

Centara Q Resort Rayong | ที่พักวิวทะเลระยอง

เรายังคงชอบและอยากไปทะเลอยู่ดี แม้ว่าฝนกำลังตั้งเค้ามาแล้วก็ตาม

ทริปนี้เราเก็บกระเป๋าหนีเที่ยวไประยองกันค่ะ อีกทริปใกล้กรุงเทพเที่ยวแบบ 2 วัน 1 คืนได้ โดยที่ไม่ต้องลางาน ทริปนี้เราปักหมุดที่พักกันที่ Centara Q Resort Rayong

เหตุผลแรกและเหตุผลเดียวที่ทำให้เราเลือกพักที่นี่ ก็เพราะว่าเป็นโรงแรมที่ห้องเห็นวิวทะเล และส่วนของโรงแรมก็ติดหาดเลย เพราะทริปนี้เราอยากเล่นน้ำทะเล

Centara Q Resort Rayong โรงแรมระดับ 4 ดาวที่ตั้งอยู่ที่หาดแหลมแม่พิมพ์ จังหวัดระยอง ที่นี่เป็นที่พักในเครือ Centara ดังนั้นในเรื่องคุณภาพไม่ต้องห่วงเลยค่ะ ตัวโรงแรมอยู่ใกล้หาดโดยมีถนนสาธารณะกั้นกลาง แต่ก็ถือว่าเป็นโรงแรมที่ติดหาดเลยก็ว่าได้

มาถึงแล้วก็เช็คอินกันก่อน เราพักห้องที่อยู่ตึกเดียวกับล็อบบี้ค่ะ หลังเช็คอินเสร็จก็เข้าห้องได้เลย

ทริปนี้เราพักห้องเริ่มต้นของที่นี่ Superior Ocean View เพราะเราอยากได้ห้องที่มีระเบียงเห็นวิวทะเลแบบเต็มๆ โดยห้องที่เราพักจะอยู่ชั้น 4 มองเห็นวิวทะเลแต่แอบติดพุ่มไม้ด้วยเหมือนกัน

มาดูกันค่ะ ว่าห้องเริ่มต้นของที่นี่จะโอเคสักแค่ไหน

ห้องเราอยู่ชั้น 4 นะคะ ภายในห้องกว้างมาก โดยขนาดห้องจะอยู่ที่ประมาณ 34-38 ตารางเมตรเลย สิ่งที่ว้าวมากคือเตียงใหญ่มากกกก ใหญ่ขนาดที่เราสามารถนอนได้ 4 คนเลยนะ

ส่วนของห้องน้ำที่มีความเชื่อมจากโซนห้องนอนอย่างเนียนๆ ห้องน้ำมีการแยกโซนแห้งและเปียกอย่างชัดเจน และภายในห้องมีพร้อมกับความสะดวกแบบครบครันเลยค่ะ

วันที่เรามาเช็คอินเป็นวันที่ระยองฝนตก ฟ้าเน่าๆ ทะเลไม่สวยเลยค่ะ แต่ทริปนี้เราตั้งใจจะมาถ่ายรูปกับทะเลในวันฝนตกอยู่แล้ว เลยไม่ได้รู้สึกเซ็งกับบรรยากาศหม่นๆของทะเลสักเท่าไหร่

โรงแรมนี้มีหาดอยู่หน้าโรงแรมเลยค่ะ (เอ๊ะหรือเรียกว่าหลังโรงแรมนะ) เอาเป็นว่าเดินผ่านส่วนต่างๆมาจนสุดก็จะได้เจอกับหาดแหลมแม่พิมพ์ จริงๆแล้วหาดตรงนี้เป็นหาดสาธารณะนะคะ มีคนอื่นที่ไม่ได้พักที่โรงแรมมาทำกิจกรรม เล่นน้ำได้เหมือนกัน แต่เท่าที่เห็นก็ไม่ได้พลุกพล่านสักเท่าไหร่ ออกแนวเกือบสงบซะมากกว่าด้วย

วิ่งเล่นเป็นนางเอก MV กับทะเลในวันหม่นหมองจนเหนื่อย และเริ่มหิว วันที่เราพักเป็นวันเสาร์จะมีบุพเฟ่ต์อาหารทะเลด้วยค่ะ (จำราคาไม่ได้) โดยห้องอาหารจะอยู่บริเวณหาดเลยค่ะ บรรยากาศดีทีเดียวนะ

อาหารมีให้เราเลือกทานได้ค่อนข้างหลากหลายดีค่ะ อาหารทะเลสดดีเลย มีเชฟคอยย่างให้กิน สบายเลย

เมื่อคืนหลังทานข้าวเสร็จเราก็กลับขึ้นห้องเลย เพราะฝนตก และได้แต่ภาวนาว่าเช้าวันพรุ่งนี้ขอให้ฝนไม่ตก และขอฟ้าใสๆหน่อยเถอะ

เมื่อสวรรค์ยังสงสารเรา ตื่นเช้ามาเลยได้เจอกับฟ้าใสแจ๋วววว น้ำทะเลตอนนี้สีฟ้าสวยมากเลยค่ะ คุ้มมากกับการพักห้องที่ระเบียงเห็นทะเลในวันที่อากาศดีแบบนี้

เราเปลี่ยนชุดแล้วรีบลงมาเล่นน้ำที่หาดเลยค่ะ ถึงแม้ปีนี้จะลงใต้มาหลายทริปแล้วก็ตามกลับยังไม่ได้เล่นน้ำทะเลหน้าหาดที่ไหนเลย ทริปนี้เลยขอหน่อยเถอะ ทะเลสวยขนาดนี้ใครจะอดใจไหว !!

เล่นน้ำจนเหนื่อยก็หิวข้าวแล้วค่ะ อาหารเช้าที่นี่จะเสิร์ฟเป็นรอบๆ โดยแต่ละรอบจะจำกัดจำนวนคน ซึ่งทางโรงแรมจะให้เราเลือกรอบอาหารเช้าตั้งแต่ตอนเช็คอินเลยค่ะ

ในส่วนของอาหารเช้าที่นี่ถือว่ามีให้เลือกเยอะทีเดียวค่ะ โดยเฉพาะอาหารไทย ถูกปากลูกค้าคนไทยอย่างเราแน่นอน

ทานข้าวเสร็จแล้วก็ไปเดินย่อยกันหน่อย จากห้องอาหารไปยังหาดเราจะเดินผ่านสระส่วนกลาง โดยสระของที่นี่จะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาวพอให้เราได้ว่ายน้ำไปกลับเหนื่อยเลยค่ะ

หาดตอน 11 โมง เจอแดดจัดๆไป สวยมากกกกกก แม้ว่าหาดหน้าโรงแรมจะไม่ได้ขาวอะไรนัก แต่แดดจัดๆแบบนี้ทำให้ทะเลสวยมากเลยค่ะ ไม่คิดว่าทะเลระยองจะสวยขนาดนี้เลย

อีกหนึ่งอย่างที่ต้องชมเลยของที่นี่คือการออกแบบ ภายในมีการออกแบบดีไซน์ที่เก๋มาเลยค่ะ มุมไหนก็น่าถ่ายรูปไปหมด

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ก่อนจะเก็บกระเป๋ากลับบ้าน เรามานั่งเล่นมองทะเลที่ระเบียงอีกหน่อย ไหนๆก็จองห้องที่เห็นวิวทะเลมาแล้ว เอาให้คุ้มหน่อย 5555

สุดท้ายหากใครกำลังหาทริปเที่ยวทะเล พักที่พักริมทะเล ได้เล่นน้ำและมีหาดทรายให้เราได้นั่งเล่น เราว่า Centara Q Resort Rayong เป็นอีกหนึ่งโรงแรมที่ไม่ควรมองข้ามเลยค่ะ

Centara Q Resort Rayong 

 215, Laem Mae Phim, อำเภอแกลง ระยอง 21190

Tel :  038 657 378

Web : https://www.centarahotelsresorts.com/centara/th/crr

FB : https://www.facebook.com/centara.q.rayong/

Solo Krabi Trip | เที่ยวกระบี่คนเดียว นอนอ่าวต้นไทร ไม่เช่ารถ

ทริปนี้เป็นทริปที่เราเก็บกระเป๋าแล้วออกเดินทางไปจังหวัดกระบี่คนเดียว ปลายทางของเราอยู่ที่โรงแรม Tinidee Hideaway Tonsai Beach Krabi ซึ่งรีวิวโรงแรมนี้เราได้ทำไว้ก่อนหน้านี้แล้ว และใช่ค่ะทริปนี้เป็นครั้งที่สองของเราที่จะกลับไปพักที่นี่ดี อีกครั้ง

หมายเหตุ : รีวิวนี้อาจจะมีรูปที่ไม่ชัดบ้าง เพราะบางรูปเราแคปจอมาจากไอจี สตอรี่ของเราเองนะ

ขอเริ่มด้วยตั้งแต่สนามบินกระบี่เลยแล้วกันค่ะ (เผื่อว่ารีวิวนี้จะช่วยให้ใครสักคนที่กำลังจะเดินทางไปกระบี่คนเดียว เที่ยวได้ง่ายขึ้น)

ทริปนี้เราไม่ได้เช่ารถ เพราะเราจะลงเกาะ (จริงๆมันเป็นแค่อ่าว) ไปยังที่พักเลย ตลอดทริปก็ไม่ต้องใช้รถ ดังนั้นการเดินเข้าและออกจากสนามบินกระบี่ เราใช้วิธีเดินทางด้วย Shuttle Bus

  • ค่าโดยสาร 90 บาทสำหรับเข้าเมือง
  • ค่าโดยสาร 150 บาทสำหรับไปโซนอ่าวนาง

โดย Shuttle Bus จะวนส่งเราตามระยะทางสนามบิน – เมืองกระบี่ – อ่าวนาง หากใครมีจุดหมายไหนก็สามารถแจ้งตั้งแต่ตอนซื้อตั๋วได้เลยค่ะ คนขับจะวนส่งตามจุดหมายที่เราแจ้งไว้ ใครที่จะไปท่าเรืออ่าวน้ำเมาก็ส่งนะ หรือใครที่พักโรงแรมโซนอ่าวนางแจ้งชื่อโรงแรมได้เลยค่ะ รถจะวนส่งหน้าโรงแรมเลย

ใครไปพักที่นี่ดีแบบเรา ให้แจ้งจุดลงรถว่า อ่าวนางโค้งโรงแรมพระนางอินน์ จุดนี้คือจุดที่เราจะขึ้นเรือต่อเพื่อไปโรงแรมนั่นเอง

ระยะเวลาจากสนามบินมายังอ่าวนางใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งบางครั้งอาจจะช้าหรือเร็วกว่านี้ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้โดยสารบนรถด้วย

เรือโดยสารจะเป็นเรือที่จะส่งเราที่อ่าวต้นไทร หรือใครจะไปไร่เลย์ก็ไปจากอ่าวนางได้หมือนกัน ราคาค่าเรือคนละ 100 บาท แจ้งกับเรือได้เลยค่ะว่าจะไปอ่าวต้นไทร พักที่นี่ดี

แนะนำว่าให้ใส่รองเท้าที่เปียกน้ำได้ และกางเกงขาสั้นนะคะ เพราะการขึ้นลงเรือจุดนี้ มีคลื่นซัดตลอดเวลา รับรองว่าเปียกยัน กกน. แน่นอน

ใช้เวลานั่งเรือประมาณ 10-15 นาที เราก็มาถึงอ่าวต้นไทร ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่พักของเราในทริปนี้ Tinidee Hideaway Tonsai Beach Krabi

ทริปนี้เราตั้งใจจะมาพักที่นี่ดีอีกครั้ง เพราะอยากจะทดลองพักห้องแบบ Female Dorm มันคือการพักแบบโฮสเทล ราคาเบาๆ ในบรรยากาศที่พักแบบติดเกาะที่โคตรดีเลย

เราพักห้อง Female Dorm ห้องแบบ 8 เตียง ราคาคืนละ 680 บาท/คืน/เตียง ราคานี้ไม่รวมค่าอาหารเช้า หากเราจะสั่งก็สามารถมาสั่งได้ที่ห้องอาหาร ชุดอาหารเช้าราคา 250 บาท/เซ็ต

เราได้เตียงล่าง หมายเลขเตียง 3001 ซึ่งเป็นเตียงที่มองเห็นวิวทะเลจากหน้าต่างด้วยนะ ภายในห้องพักจะมีเตียงทั้งหมด 8 เตียง พร้อมล็อกเกอร์ขนาดไม่ใหญ่มากนัก และมีปลั๊ก – ไฟอ่านหนังสือให้ที่เตียงเลย

สำหรับทริปนี้ต้องสารภาพตามตรงว่าเราไม่ได้ตั้งใจจะมาเที่ยวหรือทำกิจกรรมใดๆเลย ความตั้งใจของเราแค่อยากมาเปลี่ยนที่นอน และเอางานมาทำในออฟฟิศที่บรรยากาศต่างไปก็เท่านั้นเอง

สำหรับใครที่สงสัยว่าเที่ยวคนเดียวจะเหงามั้ย น่ากลัวรึป่าว ??

ต้องบอกว่าเราเป็นคนที่ไม่ได้กลัวเหงามากนัก แต่ทุกครั้งที่เดินทางคนเดียว เราจะให้ความสำคัญกับที่พักมากๆๆ ต้องปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่งเลย ที่เหลือก็แล้วแต่บุญเก่าว่าจะเจอเพื่อนร่วมห้องที่นิสัยดีมั้ย คุยกับเราถูกคอรึป่าว

วันแรกเราใช้เวลาไปกับการนั่งมองทะเล และตอบอีเมล ทำงานที่ยังคงค้างคาอยู่ของวันนี้ให้มันจบๆไปสักที จริงๆก็นั่งๆนอนๆ จนค่ำแบบไม่รู้ตัวเหมือนกัน

วันแรกของเราหมดเวลาไปอย่างรวดเร็ว เพราะต้องเคลียร์งาน และวันนี้อากาศที่กระบี่ก็ร้อนมากด้วย เราเลยเหนียวตัวไปหมด เลยตั้งใจจะขึ้นห้องมาอาบน้ำ และค่อยลงไปนั่งชิลดื่มอะไรเย็นๆหน่อยดีกว่า

ลิเดีย : สวัสดีค้าาาา (ทักทายแบบคนอัธยาศัยดี)

เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งที่อยู่เตียงด้านบนของเรา : สวัสดีค่ะ มาคนเดียวหรอคะ

ลิเดีย : ใช่ค่ะ พี่มาคนเดียวหรอคะ

เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งที่อยู่เตียงด้านบนของเรา : ใช่ค่ะ (พร้อมกับยิ้มมา)

ลิเดีย : กินข้าวแล้วหรอคะ (อินี่ผู้พยามชวนคนแปลกหน้าคุยตลอดเวลา)

เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งที่อยู่เตียงด้านบนของเรา : กินแล้ว พี่นั่งกินเบียร์เล่นๆมาแล้วด้วย

ลิเดีย : อ๋อออ ลิเดียคิดว่าจะอาบน้ำแล้วลงไปข้างล่างใหม่

เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งที่อยู่เตียงด้านบนของเรา : ไปทำไร นั่งเล่นหรอ

ลิเดีย : กินเบียร์ค่ะ ไปด้วยกันมั้ยคะ

เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งที่อยู่เตียงด้านบนของเรา : ไป !!

สุดท้ายก่อนจบวันนี้ เราเลยได้เพื่อนเป็นรุ่นพี่ทั้งอายุ และรุ่นพี่เรื่องการเดินทางคนเดียวมาอีกหนึ่งคน เธอคนนี้ชื่อพี่ “เชอร์รี่” คืนนั้นนั่งคุยกันจนร้านอาหารของโรงแรมปิด คุยกันตั้งแต่เรื่องเที่ยว ทำงาน ชีวิต ประหนึ่งเรารู้จักกันมาเนิ่นนาน

ขอบคุณพี่เชอร์รี่สำหรับเบียร์แก้วนี้ด้วยนะ (ชั้นชวนพี่เขามา แต่พี่เขาเลี้ยงชั้น)

การมาเที่ยวคนเดียว เราว่าไม่เหงาหรอก เพราะเราจะเจอเพื่อนใหม่ได้ง่ายมาก และด้วยการเจอกันด้วยการเที่ยว เราก็จะมีเรื่องคุยกันมากมายจนเมื่อยปากเลยค่ะ

เช้าวันที่สองเราตื่นขึ้นมาด้วยเสียงรื้อของดังภายในห้อง เพราะมีใครสักคนอื่นแล้ว วันนี้เราตั้งใจตื่นสายๆ เพราะเราไม่มีแพลนไปไหนเลย เปิดม่านเตียงตัวเองออกมา ถึงได้เห็นวิวจากหน้าต่างที่อยู่ที่ปลายเตียงเรา มันดีมากกก

ด้วยเราพักแบบ Dome ห้องพักจะไม่รวมอาหารเช้า แต่เราสามารถมาสั่งทานได้เลย เพราะยังไงอาหารเช้าที่นี่ก็จะเสิร์ฟเป็น A la carte อยู่แล้ว

วันนี้คนทั้งโรงแรมแทบจะไม่มีใครอยู่เลย ทุกคนออกไปทำกิจกรรมกันหมดเลย เหลือแค่เราผู้ที่อยู่ในสายชิลไม่อยากออกไปไหนเลย อยากแค่นั่งเล่น นอนเล่น (จริงๆวันนี้เรามีงานที่ต้องเคลียร์ให้จบเลยไปไหนไม่ได้)

ระหว่างวันเราก็ทักทาย คุยเล่นกับพนักงานในโรงแรมไปเรื่อยๆ อีกหนึ่งเหตุผลที่ชอบที่นี่ก็เพราะพนักงานน่ารัก เป็นมิตร

ช่วงกลางวันของวันนี้ ที่โรงแรมก็จะมีแขกมาเช็คอินใหม่กันตลอด เรานั่งอยู่ใกล้ๆล็อบบี้ก็จะเห็นแขกที่มาเช็คอินกันตลอดทั้งวัน และระหว่างที่เรากำลังนั่งทำงานอยู่

ผู้หญิงคนหนึ่งหน้าตารุ่นราวคราวเดียวกับเรา : ขอนั่งด้วยได้มั้ยคะ

ลิเดีย : เชิญเลยค่ะ (อินี่นั่งอยู่ที่โต๊ะใหญ่ เพราะมันทำงานสะดวก)

ลิเดีย : มาคนเดียวหรอคะ (ชั้นผู้เปิดบทสนทนากับคนแปลกหน้าก่อนอีกครั้ง)

ผู้หญิงคนหนึ่งหน้าตารุ่นราวคราวเดียวกับเรา : ใช่ค่ะ เรามาคนเดียว มาคนเดียวเหมือนกันหรอคะ

ลิเดีย : ใช่ค้าาา

เราต่างคนต่างก้มหน้าทำงานหน้าโน๊ตบุ๊คตัวเองอยู่ครู่ใหญ่ๆ

ลิเดีย : ไปกินข้าวกันมั้ยคะ

ผู้หญิงคนหนึ่งหน้าตารุ่นราวคราวเดียวกับเรา : ไปค่ะ

และวันนี้เราก็ได้เพื่อนเพิ่มมาอีกหนึ่งคน “พี่กิ๊ก” ผู้หญิงตัวเล็ก หน้าตาน่ารัก อายุมากกว่าเรา 1 ปี ซึ่งจริงๆ พี่กิ๊กบอกให้เราไม่ต้องเรียกพี่หรอก แต่เราก็เผลอเรียกออกไปอย่างอัตโนมัติทุกครั้งเลย

ระหว่างมื้อเที่ยง เรากับพี่กิ๊กแลกเปลี่ยนการเดินทางเที่ยวกันอย่างสนุกสนาน พี่กิ๊ก พึ่งเคยเดินทางเที่ยวคนเดียวครั้งแรก เลยมีความกล้าๆกลัวๆ หลักๆน่าจะกลัวเหงา แต่หลังจากนี้ไม่มีเหงาแน่นอน เพราะพี่กิ๊กได้เจอเรา บุคคลที่พูดมากกกก 555555 (สงสารพี่แกนะคะ)

ลิเดีย : เราไปถ่ายรูปเล่นตรงโขดหินที่น้ำลดมั้ยคะ

พี่กิ๊ก : ไปๆ มันเดินไปไร่เลย์ได้มั้ย

ลิเดีย : อืมมม เหมือนจะได้นะคะ เราลองไปดูมั้ย

พี่กิ๊ก : ไปๆ

ผู้หญิงสองคนที่พึ่งรู้จักกันเมื่อสองชั่วโมงที่ผ่านมา ดูจะตกลงปลงใจกันอย่างง่ายดาย เมื่อพูดถึงการถ่ายรูป

ลิเดีย : พี่กิ๊กตรงนั้นสวยยยยยย ถ่ายรูปมั้ย

พี่กิ๊ก : มาๆสลับกัน

เชื่อมั้ยคะ ว่าจริงๆแล้วจากอ่าวต้นไทรไปไร่เลย์ มีทางเดินที่รอดผ่านภูเขาอยู่ใช้เวลาเดินประมาณ 15 นาที แต่เราและพี่กิ๊กเดินทางทะเลที่น้ำกำลังลดอยู่ และแวะถ่ายรูปไปตลอดทาง เราใช้เวลาในการเดินนั้นประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ 55555555

เดินผ่านเขาจะง่ายมากเลยค่ะ อย่าหาทำเดินในทะเลเหมือนเรา เพราะกว่าจะถึงทั้งเปียก ทั้งลื่น เหนื่อยมาก แต่รูปสวย 5555555

ในที่สุดเราก็มาถึงไร่เลย์

พี่กิ๊ก : ลิเดียเราไปคาเฟ่กันดีกว่า

ลิเดีย : คาเฟ่อะไรหรอ ใช่อันที่สวยๆป่ะ

พี่กิ๊ก : ใช่ๆ อันที่ยื่นลงไปในน้ำอ่ะ แต่พี่ไม่รู้ว่ะ ว่าชื่ออะไร

ยังไม่ทันได้ออกความเห็นพี่กิ๊กก็เดินไปถามชาวบ้านแถวนั้นแล้วว่า คาเฟ่ที่สวยๆ ที่ยื่นลงไปในน้ำ ไปทางไหนคะ ? ใช่ค่ะ นางถามโดยที่ไม่รู้จักชื่อคาเฟ่

โชคดีที่คาเฟ่แห่งนั้นดังมากในไร่เลย์ คุณพี่ที่พี่กิ๊กไปถามทางเลยรู้จัก และบอกทางเราแบบละเอียดมาก ขอบคุณมากค่าาาาา

ในที่สุดเราก็มาถึงแล้ว Tew Lay Bar คาเฟ่ที่วิวสวยมากในไร่เลย์ แต่ใครมาจากอ่าวต้นไทรแบบเรา คือเดินกันลิ้นห้อย เหนื่อยยยย 5555

Tew Lay Bar ใครจะมาที่นี่แนะนำให้มาช่วงเช้า เพราะน้ำทะเลจะเต็ม ถ่ายรูปออกมาจะสวย (เหมือนในรีวิวต่างๆ) แต่ถ้ามาช่วงบ่ายที่กำลังจะเย็นแบบเรา คือน้ำทะเลลดลงไปเกือบหมด รูปมันเลยจะดูเหมือนแห้งๆหน่อย แต่บรรยากาศที่นี่ดีมาก มีโซนให้นั่งเยอะ มุมถ่ายรูปเยอะมากกกก

เมนูที่นี่มีตั้งแต่เครื่องดื่ม อาหารทานเล่น และอาหารจานหลัก เรากับพี่กิ๊กพึ่งกินข้าวมื้อเที่ยงกันมา เลยสั่งแค่เครื่องดื่มกันคนละแก้ว

“พี่กิ๊กกลับกันเถอะ ถ้ามืดแล้วเราจะเดินกลับโรงแรมลำบากนะ” เราก้มมองนาฬิกาตัวเองแล้วพึ่งรู้ตัวว่าตอนนี้ 5โมงครึ่งแล้ว ขากลับรอบนี้เราไม่สามารถกลับทางทะเลตอนที่น้ำลดได้แล้ว เพราะช่วงเวลาตอนเย็นที่จะค่ำ น้ำทะเลจะขึ้นกลับมาตามปกติ พี่ๆชาวเรือบนไร่เลย์บอกเราว่า ให้เดินกลับผ่านทางภูเขา มันจะมีช่องอยู่ เดินไม่ยาก แต่อย่าค่ำมาก เพราะอาจจะมองทางไม่ค่อยเห็น จะพลัดตก อันตราย

เราเดินกลับมาหาดไร่เลย์ ฝั่งที่เชื่อมกับอ่าวต้นไทรมาถึงตรงหน้าหาดก็เวลา 6 โมงเย็นพอดี พระอาทิตย์กำลังใกล้จะตก ไร่เลย์ตอนนี้สวยมากทีเดียวค่ะ

ขากลับไม่ยากแบบที่คิด เพราะว่าทางเดินภูเขาที่ทะลุจากไร่เลย์ไปอ่าวต้นไทร เดินไม่ยากค่ะ เป็นทางที่มีการทำให้เดินไม่ยากไว้แล้ว จะมีหินเป็นบันไดเป็นขั้นๆ มีเชือกให้จับอยู่ทุกช่วง เราใช้เวลาขากลับในการเดินประมาณ 15 นาที อเมซิ่งมากกก ทำไมตอนเราไปเราไม่ขึ้นทางนี้นะ 5555555

ระหว่างวันที่ผ่านมา พี่เชอร์รี่ไปทำกิจกรรมผญจภัยแบบมนุษย์พลังเยอะ เราเลยเล่าพี่กิ๊กว่าตอนเย็นจะแนะนำให้รู้จักกับพี่เชอร์รี่นะ

ตอนเย็นเรากลับพี่กิ๊กมาถึงโรงแรม พร้อมๆกับพี่เชอร์รี่กลับมาพอดี เดิมที่เมื่อวานเรานัดกับพี่เชอร์รี่ว่า ตอนเย็นจะชวนไปพายคายัคกัน วันนี้เลยถามพี่เชอร์รี่อีกครั้งว่า ยังจะไปพายคายัคด้วยกันอีกมั้ย

พี่เชอร์รี่ตอบตกลง พร้อมกับพี่กิ๊กที่ไปด้วยเช่นกัน สุดท้ายเรากลายเป็นดรีมทีมที่ไปพายคายัค เล่นน้ำทะเล และต่อด้วยเล่นน้ำสระ โดยที่ลืมไปแล้วว่าเราพึ่งรู้กันเมื่อไม่นานนี้เอง

คืนนี้เราปิดท้ายด้วยการนั่งกินข้าวแล้วพูดคุยสิ่งต่างๆที่แต่ละคนได้ทำในวันนี้ แลกเปลี่ยนที่เที่ยวในทริปที่ผ่านมาของแต่ละคน อาหารคืนนี้ของเราเลยอร่อยพิเศษ เพราะเราได้เพื่อนเพิ่มขึ้นด้วย

ตื่นๆ ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน พี่เชอร์รี่ปลุกเรา พร้อมกับไปปลุกพี่กิ๊กต่อ

เราและพี่กิ๊กลุกขึ้นด้วยหน้าตางัวเงี่ยแต่ก็ลุกไปแปรงฟันโดยดี เพราะเราสมัครใจไปดูพระอาทิตย์ขึ้นเอง เช้านี้เป็นเช้าสุดท้ายที่เราจะอยู่ที่นี่ดี และเป็นวันสุดท้ายของทริปนี้แล้ว

ลิเดีย : คือบุคคลที่ออกจากเกาะเร็วสุดในกลุ่มเรา 3 คน เพราะไฟล์ทกลับกรุงเทพคือเที่ยง

พี่เชอร์รี่ : ออกจากเกาะตอนเที่ยง ยังไม่กลับกรุงเทพ เพราะมีทริปไปเกาะลันตาต่อ

พี่กิ๊ก : ยังอยู่ที่นี่ดีอีกหนึ่งคืน และได้เที่ยวต่อ (อยากเที่ยวด้วย)

เรานั่งดูพระอาทิตย์ขึ้นด้วยกัน แล้วจึงย้ายตัวเองมากินข้าวเช้าด้วยกัน ก่อนที่เราจะต้องแยกไปจัดการธุระของแต่ละคน

เราแลกโซเชียลมีเดียกัน หวังแค่ว่าวันหนึ่งเราคงได้มาเจอกันอีกครั้งในที่ไหนที่หนึ่ง หรือทริปใดทริปหนึ่งของการเดินทาง

เดินทางปลอดภัยและสนุกกับทุกทริปนะคะพี่ๆ

ขอบคุณรูปจากพี่เชอร์รี่ค่ะ

ทริปนี้เป็นทริปที่เราแบกเป้ไปคนเดียว ที่เราเอาพาวเวอร์แบ็งค์ ขาตั้งกล้อง แบตสำรองกล้องถ่ายรูปไปพร้อม แต่กลับเป็นทริปที่เราแบตมือถือไม่หมด เพราะเรามัวแต่สนุกกับเพื่อนใหม่ เป็นทริปที่เราไม่ได้ใช้ขาตั้งกล้องเลย เพราะว่ามีเพื่อนใหม่คอยสลับกันถ่ายรูป ที่กดมาแบบรัวมาก

ทริปนี้เป็นทริปคนเดียวแบบที่เราไม่เหงาเลย แถมเรายังพูดไม่หยุดอีกด้วย 55555

ยังค่ะยังไม่จบ

ปกติวิธีการเดินทางกลับจากที่นี่ดี เราสามารถแจ้งเที่ยวเรือให้ทางโรงแรมช่วยติดต่อเรือไว้ให้ได้ ถ้ามีแขกคนอื่นกลับเที่ยวเดียวกับเราด้วย ราคาค่าเรือก็จะหารกันไป แต่ถ้าไม่มีใครกลับเวลาเดียวกับเรา เราก็ต้องเหมาลำ ราคาเรือ 600 บาท หารด้วยจำนวนคน โดยเรือรับมากสุดคือ 6 คนต่อเที่ยวเท่านั้น

อ่าาา อ่านมาตั้งนานน่าจะรู้ว่า แน่นอนค่ะ ลิเดียกลับคนเดียวค่ะ จ่ายแบบเหมาลำกันไปเลยยยย พี่เชอร์รี่ยังแซวให้ฝรั่งในห้องฟังว่าเราเป็น rich women (ขอให้สมพรปากค้าาาา 5555)

ส่วนวิธีการกลับสนามบินก็ไม่ยากเลยค่ะ ให้เราโทรไปตามเบอร์โทรที่เราได้รับมาพร้อมตั๋ว Shuttle bus โดยแนะนำให้เราจองก่อนล่วงหน้า 1 วันที่จะกลับสนามบิน โดยให้เราแจ้งเวลาเที่ยวบินขากลับ ทางรถจะคำนวณให้เราเองว่าเราควรจะกลับเที่ยวกี่โมง เพื่อให้ทันกับเที่ยวบิน ราคาค่ารถ 150 บาทเหมือนเดิม เราขึ้นจากอ่าวนางจุดเดิมที่ลงเรือ หรือที่รถตู้มักจะเรียกว่าโค้งโรงแรมพระนางอินน์

บะบายยย เราเดินทางกลับแล้วนะ

หวังว่าทริปหน้าเราจะได้เจอเพื่อนใหม่ที่น่ารัก หรือเจอความสุขเหมือนทริปที่ผ่านมานะ

ขอบคุณที่เดินทางไปด้วยกันนะคะ

ลิเดีย – บันทึกนักหนีเที่ยว

Tinidee Hideaway Tonsai Beach Krabi

1057 Moo 2 Tonsai Beach, ตำบล อ่าวนาง Ampur Muang, กระบี่ 81000

Tel :  075 818 301

FB :https://www.facebook.com/Tinideekrabi/

Web : https://www.tinideekrabiresort.com/

B House 49 | ห้องใต้หลังคา สานฝันวัยเด็ก

ทริปนี้เราจะชวนทุกคนไปเปลี่ยนที่นอนกันค่ะ สานฝันห้องใต้หลังคา ความฝันในวัยเยาว์

ทริปนี้เราชวนเดินทางกันแบบไม่ไกล เพราะจุดหมายปลายทางเราอยู่ที่ สุขุมวิท 49 ที่พักที่แปลงบ้านทาวเฮาส์ธรรมดาให้ไม่ธรรมดา

วิธีเข้าบ้านหลังนี้ เราจะไม่เจอพนักงานต้อนรับแต่อย่างใด เพราะที่พักจะให้รหัสเข้าบ้าน พร้อมกับรหัสเข้าห้องของเรามา โดยเราสามารถเข้ามาได้เองตามวันที่จองเอาไว้ (คล้ายๆกับการใช้บริการ Air bnb)

B House 49

ที่พักที่เนรมิตห้องในบ้านทาวเฮ้าส์ให้กลายเป็นที่พักสุดแสนจะน่าพักประหนึ่งว่าเราอยู่แถบสแกนดิเนเวีย ทริปนี้เราพักห้อง Neil ห้องที่ถือว่าเป็นไฮไลท์สุดของที่นี่ เพราะนอกจากจะเป็นห้องใต้หลังคาแล้ว ห้องนี้ยังมีระเบียงให้เราออกไปนั่งเล่นได้อีกด้วย

ตัวห้องทุกห้องในบ้านหลังนี้จะตกแต่งสไตล์สแกนดิเนเวีย โทนสีจะออกแนวอบอุ่น เมื่อเข้ามาภายในห้องแล้วแทบจะทำให้ลืมไปเลยว่าตอนนี้เราอยู่แค่สุขุมวิท49 เท่านั้นเอง เพราะด้วยการตกแต่งห้องที่สวยมาก เหมาะกับการถ่ายรูปมากๆ

ภายในห้องเมื่อเข้ามาแล้ว เราจะเจอกับส่วนที่เป็นโซนเตียงนอน และห้องน้ำ ด้วยห้องนี้เป็นห้องที่อยู่ด้านบนสุดเพียงห้องเดียว ทำให้ห้องน้ำมีพื้นที่กว้างมาก เฟอนิเจอร์ของตกแต่งภายในห้องดีมาก ทุกส่วนดูเป็นการออกแบบที่คิดมาอย่างดีแล้ว รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีให้พร้อมอยู่ในห้องเลย

อีกหนึ่งไฮไลท์ของห้องนี้ นอกจากการเป็นห้องใต้บันไดที่ถ่ายรูปสวยมากแล้วก็คือ ห้องน้ำจะมีอ่างอาบน้ำ พร้อมกระจกใส ให้เราได้ชมวิว หรือได้วาบหวิวกันนิดหน่อย

มุมห้องน้ำถ่ายรูปช่วงที่มีแสงอาทิตย์คือสวยมากเลยทีเดียวนะ

เราใช้เวลาในการถ่ายรูปที่นี่อยู่นานมาก เพราะมุมสวยมากกกก และชอบมาก นอนหลับสบาย เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เหมาะกับการเปลี่ยนที่นอน ใครอยากจะเปลี่ยนบรรยากาศการทำงาน เราว่าที่นี่ก็ดีเลยนะ

วิธีการจอง

B House 49 Bangkok

สุขุมวิท 49 แขวง คลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

Tel : 098 671 7576

FB : https://www.facebook.com/BHouse49Bangkok